บทที่ 3 ทางตันและฟางเส้นสุดท้าย
แสงแดดยามสายลอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดเก่าๆ เข้ามาแยงตา ต้นหอม ที่กำลังนอนขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนบาง หญิงสาวขยับตัวตื่นด้วยความยากลำบาก ความรู้สึกร้าวระบมแล่นพล่านไปทั่วท่อนขา ทันทีที่ขยับ ความปวดหนึบก็เตือนความจำถึงวีรกรรมเมื่อคืน
"โอ๊ย... ขาฉัน"
ต้นหอมครางเบาๆ พลางนวดน่องตัวเอง วิ่งลงบันไดหนีไฟจากชั้น 18 มาถึงชั้นล่างไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างเธอ แต่นึกถึงหน้าเหวอๆ ของท่านรัฐมนตรีจอมหื่นตอนที่เธอวิ่งหนีออกมาได้ มันก็คุ้มแสนคุ้ม
‘สมน้ำหน้า อยากขังคนอื่นดีนัก นอนตบยุงในห้องนั้นไปเถอะตาลุงบ้ากาม’
เธอยิ้มเยาะในใจ ลุกขึ้นบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบ วันนี้เป็นวันใหม่ ชีวิตต้องเดินต่อ เธอต้องรีบหางานใหม่ชดเชยค่าแรงเมื่อวานที่ชิ่งหนีมา
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์มือถือราคาถูกที่วางอยู่หัวเตียงสั่นครืดคราด ต้นหอมเหลือบตามองหน้าจอ คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้า
‘ไอ้แสบ’
น้องชายตัวดีที่เรียนอยู่ ม.3 ปกติเวลานี้ถ้าไม่อยู่หน้าเสาธงก็ต้องเข้าเรียนคาบแรกแล้ว โทรมาทำไม?
"ว่าไงไอ้แสบ โดดเรียนหรือไงฮะ ถึงโทรมาเวลานี้" เธอกดรับสาย กรอกเสียงดุๆ นำไปก่อน
"พี่หอม..."
เสียงปลายสายที่ตอบกลับมาสั่นเครือจนต้นหอมชะงัก ไม่ใช่เสียงกวนโอ๊ยตามปกติ แต่เป็นเสียงของคนที่กำลังกลัวสุดขีด
"พี่... ช่วยผมด้วย พวกมัน... พวกมันมาดักรอผมที่หน้าโรงเรียน"
"ใคร? ใครมาดักแก?" ต้นหอมถามเสียงเข้ม ความเจ็บปวดที่ขาหายไปเป็นปลิดทิ้ง ร่างกายตื่นตัวเต็มที่ด้วยสัญชาตญาณปกป้อง
"พวกไอ้ชัย... เจ้าหนี้ของยาย" น้องชายพูดเสียงสะอื้น "มันบอกว่ายายค้างดอกมาสองเดือนแล้ว รวมกับเงินต้นห้าหมื่น ถ้าวันนี้ยายไม่หามาคืน มันจะลากตัวผมไป... ฮึก... พี่หอม ผมกลัว ผมไม่กล้าเดินเข้าโรงเรียน เพื่อนมองกันเต็มไปหมดแล้ว"
ต้นหอมกำโทรศัพท์แน่นจนมือสั่น เลือดในกายฉีดพล่านด้วยความโกรธ หนี้ก้อนนี้ยายไปกู้มาเมื่อปีก่อนเพื่อเอามาลงทุนทำสวนผลไม้ หวังจะให้มีรายได้ส่งหลานเรียน แต่สังขารคนแก่ไม่เอื้ออำนวย สวนขาดทุนยับเยิน จนกลายเป็นดินพอกหางหมูที่แก้ไม่ตก
แต่พวกมันไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับเด็ก!
"ฟังพี่นะไอ้แสบ ตั้งสติ! เช็ดน้ำตาเดี๋ยวนี้ แกเป็นลูกผู้ชายห้ามร้องไห้ให้พวกมันเห็น" ต้นหอมสั่งเสียงเฉียบขาด "ตอนนี้แกเดินเลี่ยงไปเข้าทางประตูหลัง หรือไม่ก็วิ่งไปป้อมยาม บอก รปภ. ว่ามีคนแปลกหน้ามาคุกคาม แล้วนั่งรออยู่ในนั้น ห้ามออกมาจนกว่าพี่จะโทรบอก เข้าใจไหม!"
"คะ... ครับ พี่ต้องรีบจัดการนะพี่ ผมอายเพื่อน"
"เออ รู้แล้ว พี่จะหาเงินให้ได้ภายในวันนี้ แกดูแลตัวเองดีๆ อย่าให้ใครลากตัวไปได้เด็ดขาด!"
ต้นหอมกดวางสาย หัวใจเต้นรัวแรงยิ่งกว่ากลองศึก เงินห้าหมื่นบาท... สำหรับอีตาธีรดนย์อาจจะเป็นแค่เศษเงินค่าอาหารมื้อเดียว แต่สำหรับเธอตอนนี้ มันคือชีวิตและความปลอดภัยของน้องชาย
เธอไม่มีเวลามานั่งโทษโชคชะตา หญิงสาวรีบอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลหาทางรอด หนี้สินนอกระบบต้องแก้ด้วยเงินสดเท่านั้น
เธอรีบกดโทรศัพท์หาพี่จอย ออแกไนซ์เซอร์ที่ดูแลงานพาร์ทไทม์ที่เธอรับงานประจำ เผื่อจะมีงานด่วนที่จ่ายเงินสดรายวัน หรือพอจะเบิกค่าแรงล่วงหน้าได้
"ฮัลโหลพี่จอย หอมเองนะคะ พอดีหอมมีเรื่องด่วนต้องใช้เงิน วันนี้มีงานอีเวนต์ที่ไหนให้หอมไปทำไหมคะ งานแบกหามหรืองานล้างจานก็ได้ หอมทำหมด"
ปลายสายเงียบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแปลกๆ "เอ่อ... ต้นหอมเหรอ พี่กำลังจะโทรหาพอดีเลย... คือทางบริษัทแม่เขาแจ้งมาว่า ให้ระงับการจ้างงานเราชั่วคราวนะ"
"คะ?" ต้นหอมชะงักมือที่กำลังผูกเชือกรองเท้าผ้าใบ "ทำไมล่ะคะ? หอมทำอะไรผิด หอมไม่เคยสายไม่เคยเบี้ยวนะพี่"
"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ทางผู้ใหญ่ข้างบนเขาสั่งล็อกชื่อลงมาเลยว่า ‘ห้ามรับนางสาวกานติชา สุขสวัสดิ์เข้าทำงานเด็ดขาด’ ไม่ว่าจะงานไหน พี่ก็งงเหมือนกัน แต่พี่ขัดคำสั่งไม่ได้จริงๆ ขอโทษนะหอม"
สายถูกตัดไป ทิ้งให้เธอยืนนิ่งงันอยู่กลางห้องเช่ารูหนู
โดนล็อกชื่อ?
ไม่ใช่แค่ที่เดียว เมื่อเธอลองโทรไปร้านอาหารที่เคยไปช่วยงาน หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อที่คนรู้จักทำงานอยู่ คำตอบที่ได้กลับมาเป็นแพทเทิร์นเดียวกันหมด คือ "รับคนไม่ได้" หรือ "ผู้ใหญ่สั่งห้าม"
ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเธอว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เรื่องดวงซวย
ใบหน้าคมเข้ม ภายใต้แว่นสายตากรอบทองที่ซ่อนแววตาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจของใครบางคน ลอยเด่นขึ้นมาในความคิด
‘ท่านรัฐมนตรีธีรดนย์’
"ไอ้แก่เจ้าคิดเจ้าแค้น!"
ต้นหอมสบถลั่นห้อง กำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ ต้องเป็นเขาแน่ๆ! คนที่มีอำนาจสั่งการไปทั่วแบบนี้มีอยู่คนเดียว เขาคงแค้นที่เธอทำแสบไว้เมื่อคืน ทั้งขโมยคีย์การ์ด ทั้งทิ้งให้เขาติดอยู่ในห้อง แถมยังขโมยเสื้อสูทราคา 3 แสน 5 มาอีก ไม่สิเธอไม่ได้ขโมย เธอเพียงแค่ส่งซักที่ห้องซักในโรงแรมเองนะ
เขาไม่ได้แจ้งตำรวจจับเธอ... แต่เขาใช้วิธีที่เจ็บแสบกว่านั้น คือการตัดแขนตัดขา ปิดหนทางทำมาหากิน บีบให้เธอจนตรอกเหมือนหมาจนมุม เพื่อที่สุดท้ายเธอจะได้ซมซานกลับไปกราบกรานขอความเมตตาจากเขา
"ฝันไปเถอะย่ะ! คิดจะดัดหลังฉันเหรอ เร็วไปสิบชาติ!"
เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย ต่อให้ต้องบากหน้าไปกู้เงินร้อยละยี่สิบจากเจ้าอื่น เธอก็จะไม่ยอมเดินกลับไปเข้ากรงขังของตาลุงนั่นเด็ดขาด ศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงกินไม่ได้ แต่เธอก็จะไม่ยอมขายมันให้คนพรรค์นั้น!
แต่เดี๋ยวก่อน... กู้เจ้าอื่นก็ต้องมีคนค้ำ แล้วใครจะมาค้ำให้คนไม่มีงานทำอย่างเธอ?
สมองอันชาญฉลาด (แกมโกงนิดๆ) ของต้นหอมแล่นเร็วเพื่อหาทางออก และชื่อหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์
"พี่นนท์"
คุณชานนท์...หรือรุ่นพี่สมัยเรียน เจ้าของโรงแรมหนุ่มรูปหล่อ นิสัยดี อ่อนโยนราวกับเทพบุตรจุติลงมาเกิด ซึ่งตรงข้ามกับอีตารัฐมนตรีปากเสียนั่นราวฟ้ากับเหว
เมื่อวานตอนที่เธอวิ่งหนีลงมาเจอกับพี่นนท์ที่ล็อบบี้ เขาดูเป็นห่วงเป็นใยเธอจากใจจริง แถมยังเป็นคนมีเหตุผล เขาเป็นถึงเจ้าของโรงแรม เงินห้าหมื่นบาทคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าเธอลองไปขอความช่วยเหลือ ขอกู้ยืมแล้วค่อยๆ ผ่อนใช้ หรือขอทำงานใช้หนี้ที่โรงแรมเขาก็ได้
จริงอยู่ว่าตาลุงธีรดนย์อาจจะมีอำนาจล้นฟ้า แต่พี่นนท์เป็นเจ้าของโรงแรม เขาต้องใหญ่ที่สุดในพื้นที่ของเขา ท่านรัฐมนตรีคงเข้ามาก้าวก่ายการจ้างพนักงานของพี่นนท์ไม่ได้ง่ายๆ หรอก
"เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน"
ต้นหอมตัดสินใจเด็ดขาด เธอคว้ากระเป๋าสะพายใบเก่ง ตรวจดูความเรียบร้อยของเสื้อเชิ้ตสีขาวที่รีดจนเรียบกริบ (เสื้อตัวเดียวกับเมื่อวาน แต่ซักตากพัดลมแห้งแล้ว) และกางเกงสแล็คสีดำ
เป้าหมายของวันนี้คือโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา... และความหวังเดียวของเธอคือคุณชานนท์
"รอพี่ก่อนนะไอ้แสบ พี่จะรีบเอาเงินไปฟาดหน้าพวกมันเดี๋ยวนี้แหละ"
หญิงสาวก้าวเท้าออกจากห้องพักด้วยความมุ่งมั่น แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวจ้องมองไปยังทิศทางของโรงแรมหรู ไม่ว่าอีตาแก่ธีรดนย์จะวางกับดักอะไรไว้ เธอจะกระโดดข้ามมันไปให้หมด
หารู้ไม่ว่า...การเดินกลับไปที่โรงแรมนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเดินกลับเข้าไปในถ้ำเสือที่กำลังหิวกระหายและนั่งลับเขี้ยวรอตะปบเหยื่อตัวน้อยอย่างใจจดใจจ่อ
